Touken Ranbu Fanfic - 鶴は千年月は万年 [TsuruMika]

posted on 05 Aug 2015 19:05 by yumi-lina in NovelFiction

 

 

鶴は千年月は万年 

[กระเรียนพันปี จันทร์หมื่นปี]

 

 

つるみか / 鶴丸 x 三日月

 

 

 

สิ่งของล้วนมีชีวิต นับแต่ถูกสร้างขึ้นมา ยิ่งผ่านการหลอมรวมด้วยกรรมวิธีแสนประณีตและใส่ใจมากเพียงไร จิตวิญญาณและปณิธานอันแรงกล้าก็ก่อเกิดพลังมากขึ้นเท่านั้น

 

เหล็กร้อน ค้อนที่หวดลงมา

 

ทุกครั้งใส่ความแน่วแน่และความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์

 

หลายสิบปีเริ่มก่อวิญญาณ ร้อยปีผันผ่านปรากฏตัวตนแท้

 

.....พันปีกำเนิดรูปกาย.....

 

 

นั่นเป็นเพียงคำกล่าวที่สวยหรูไปเช่นนั้นเอง ตัวตนของพวกเรานั่นพูดให้ถูกต้องถือเป็น 'สึคุโมะกามิ' ปีศาจที่เกิดจากสิ่งของซะมากกว่า เพียงแต่สึคุโมกามินั่นจะร้ายหรือดีขึ้นอยู่กับการช่วงใช้ของผู้ถือครอง

 

ตัวข้าที่แทบไม่ได้ถูกใช้งานเลยนั่น จะเรียกว่าดีหรือร้ายก็ไม่อาจบอกได้

 

 

 

วันคืนเปลี่ยนแปลง ฤดูกาลเคลื่อนไปปีแล้วปีเล่า จากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จากดินสู่มนุษย์

 

รูปโฉมงดงามเป็นดั่งคำสาปร้าย

 

หนึ่งนั้นถูกถ่ายโอนแก่ผู้มีอำนาจมากด้วยบารมี นามกรลือเลื่องกล่าวขานว่าเป็นดั่งเพชรน้ำเอก งามล้ำที่สุดในบรรดาห้าดาบแห่งใต้หล้า 

 

หากแรกเริ่มนั้น.... เลือดที่หลั่งรินเบื้องหน้า คือเจ้าของคนแรกของตนเอง

 

 

ส่วนอีกฝากหนึ่งดั่งมีอาถรรพ์ ผู้ถือครองล้วนตายตก แต่ไม่สิ้นความปรารถนา แม้นร่างเนื้อสิ้นสังขารก็ขอให้นำตนตามติดไปด้วย

 

หากนิทรารมย์ที่ควรสงบเนิ่นนานตราบชั่วฟ้าดินสลาย กลับถูกรุกล้ำอยู่เรื่อยร่ำ

 

 

เจ้าของใหม่…. ที่สังหารคนก่อนเก่านั่นกลับขุดตนขึ้นมาจากหลุมศพ

 

 

 

 

ดอกสึบากิร่วงหล่นราวกับฝนเลือด ระลอกคลื่นของมวลบุปผาพร่างพรม ส่ายไหวเริงรื่นกลางสายลม ละลานตาคล้ายกับดวงตาจะพร่าพรายไปชั่วขณะจิต

 

รับรู้ได้เพียงสีสันของโลหิต

 

ประกายตาคู่คม เจ้าของดวงเนตรสีทองจัดจ้าคู่นั้นเปล่งประกายทอแสงดุจอาทิตย์ส่องในยามเช้าของรุ่งอรุณฤดูร้อน ซึ่งระอุยิ่งด้วยเปลวเพลิงแห่งความตื่นเต้นระริกไหวภายใน

 

วิญญาณซึ่งที่ปลุกฟื้นขึ้นมาตามเสียงเรียกอัญเชิญของผู้นำวจนะศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้า ข้ามผ่านกาลเวลาด้วยจุดประสงค์เพียงหนึ่งนั้นคือเข้าร่วมสมรภูมิเลือดอีกครา

 

กระเรียนขาวที่เคยเต้นรำบนพื้นปฐพีอย่างสง่างาม ขนปีกขาวปลอดดุจหิมะปลิวล่อง โผผินบนนภากว้างอันไร้ขอบเขตผู้นั้นกำลังร่ายรำบทเพลงที่ก่อให้เกิดฝนเลือดคาวโลหิตจนคละคลุ้ง ไหลอาบเปื้อนย้อมปีกคู่นั้นจนเปรอะเปื้อน แต่หาได้ลดทอนความสูงส่งให้สกปรกโสมแต่อย่างใด กลับเสริมส่งให้กร้าวแกร่งและสง่างามยิ่งขึ้น

 

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยของเหลวราวกับถูกสาดด้วยครั่ง หันกลับมาสบสายตากับผู้นำทัพซึ่งชักม้าศึกเข้ามาพอดิบพอดี

 

ดวงตาสีทองคำคู่นั้น สะท้อนภาพเงาของจันทร์เสี้ยวแสนบริสุทธิ์ที่คาวเลือดไม่อาจแตะต้องสักหยาดหยด ตรงข้ามกับกระเรียนขาวซึ่งเปื้อนโลหิตไปทั้งร่าง

 

"ทำได้ดีเช่นเคยนะ สึรุมารุ"

 

รอยยิ้มบางทาบทาบนใบหน้างดงามอันเป็นหนึ่งในใต้หล้า ความสวยงามที่ข้ามผ่านกาลเวลามานับพันปี ส่งต่อให้แก่ผู้เฝ้าหาอำนาจ  จนตัวตนนั้นเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความสูงค่า

 

มือของกระเรียนตนนั้นอาจจะทำให้เลือดของคนนับร้อยต้องหลั่งริน แต่เพียงน้ำคำเดียวของดวงจันทร์ผู้แสนบริสุทธิ์นั่นอาจบั้นคอคนได้เป็นพันเป็นหมื่นชีวิต

 

 

 

 

ซากุระจันทรา งามควรค่าจับใจ

แม้เนิ่นนานเพียงใด ยามได้ยลไซร้จับจิต

 

....มิคลาดคลาย

 

 

"คืนนี้จันทรางามเด่น ทิวไม้... ดอกซากุระสะพรั่งเหลือเกิน"

 

"เจ้าว่ามั้ย?"

 

 

...สึรุมารุ

 

 

เสียงฝีเท้าที่ย่างเหยียบลงบนพื้นไม้ ก่อเกิดเสียงดนตรีครวญแผ่วหวิว หยุดลงเมื่อถูกพบเจอ

 

ในค่ำคืนยามฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าเปิดกระจ่างชัดแก่ดวงเนตร แสงดาวอิสระโดดเด่นบนผืนผ้ากำหมะยี่สีเข้มจัดดุจน้ำหมึก ระยิบระยับราวกับปรายโปรยด้วยเกล็ดเพชรนิลจินดา

 

และในม่านหมู่ดาราอันจรัสแสงนั่น กิ่งดอกของต้นซากุระที่แย้มบานโอดโฉมงามสะคราญดั่งสาวแรกรุ่นที่เริ่มผลิบาน

 

กลีบดอกสีชมพูอ่อนขาวลอยเอื่อย ยามต้องสายลมยามดึก ก่อนตกต้องลงบนจอกสุราในมือขาวจัดคู่นั้น

 

ร่างสูงเพรียวดูบอบบางราวกับเครื่องแก้วนัก เมื่อได้เห็นในชุดยูคาตะสีขาวเบาสบาย ไม่สมกับเป็นเครื่องนอนซึ่งควรสวมใส่ในฤดูกาลเช่นนี้

 

ลมกลางคืนของฤดูไม้ใบผลิอาจจักมิได้บาดผิวกายอะไรนัก หากแต่ความหนาวเย็นของวายุราตรีก็คลี่คลุมลงบนเรือนร่างนั้น จนปลายนิ้วที่แตะต้องในจังหวะที่รับจอกสุราที่ส่งมอบมาให้อย่างมีไมตรีจิต

 

....เย็นยะเยียบ

 

หากในเนื้อจริงแล้วนั่นไซร้ รูปกายแท้ของพวกเขาก็เป็นดั่งเหล็กเย็นชืดอยู่แล้ว

 

"ร่ำสุราแต่หัวค่ำเช่นนี้ เจ้าเป็นตาแก่ขี้เหล้าไปแล้วเหรอ"

 

เรียวปากของคนเอ่ยสัพยอกจรดจิบบนขอบจอกสุรา สาเกที่ได้ลิ้มลองรสดีและนุ่มละมุนเกินจะกล่าวว่าเป็นสุรายาเมา

 

"สึรุเองก็ยังดื่มของข้านะ"

 

ผู้อายุมากกว่าแย้มรอยยิ้มกว้าง มือยกขึ้นป้องปากหัวเราะน้อยๆ ดูขบขันเสียจนนัยน์ตาหรี่เป็นเส้นโค้ง

 

นัยยะในประโยคมิใช่เพียงเหล้าที่ดื่มกิน แต่เป็นเจ้าตัวเองด้วย.... ที่ตนเชยชิมเสียไม่รู้กี่ครั้งกี่คราในหลายค่ำคืนนับแต่แรกพบเจอ

 

หลังตาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครา

สิ่งที่แลเห็นเป็นอย่างแรกคือดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มราวท้องฟ้าซึ่งนัยน์ตาบรรจุจันทร์เสี้ยวคู่นั้น รอยยิ้มงดงามราวภาพฝันซ้อนทับกับวันวานในอดีตแสนยาวนาน

 

"ยินดีต้อนรับ"

 

คิดเรื่องใด มุ่งหวังเรื่องราวแบบไหน มิมีผู้ใดล่วงรู้ ด้วยรูปลักษณ์อันแสนสวยงามหลอกตา กิริยาท่าทีแบบชนชั้นสูงเกินเอื้อมคว้าราวกับเจ้าหญิงสูงศักดิ์ผู้บริสุทธิ์เดียงสา

 

ยามที่ตาสบตา จ้องประสานกันในเงามืดที่มีเพียงแสงจันทราทาบทาลงบนเรือนกายขาวผ่อง เจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มดวงนั้น รั้งโน้มลงให้คลอเคลีย ปลายจมูกป่ะป่ายต้องกัน ลมหายใจระรดผะแผ่ว เรียกรอยอุ่นบนผิวแก้ม และละไล้ไปตามแนวโครงร่าง

 

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่กกกอด ครั้งแล้วครั้งเล่าที่จุมพิต

 

สึรุมารุเองกลับพบว่า เขาไม่ได้เข้าใจความนึกคิดของมิคะสึกิเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยินดีให้ 'กอด' ด้วยความรู้สึกใด และผละจากด้วยความคิดเช่นไร

 

 

"สึรุมารุ..."

 

น้ำเสียงนุ่มนวล เอ่ยเรียกซ้ำไปซ้ำมา นั่นไม่ใช่เสียงเว้าวอนร้องขอ แต่เป็นเสียงกระซิบที่ล่อลวงให้คล้อยตามคำกล่าว

 

ความคิดที่แล่นพล่านเหือดหายไปกับความร้อนผ่าวที่เเล่นไปตามอุณหภูมิของร่างกายที่ขยับเข้าหา

 

....ราตรีนี้คล้ายกับจะเป็นนิรันดร์.....

 

 

เจ้าคิดอะไร...กับโลกที่ได้หวนคืนมากันแน่?

 

ข้าสุดจะล่วงรู้

 

กระเรียนเช่นข้า อาจอยู่ได้นานเป็นพันปี

หากจันทราที่ดำรงอยู่มานับหมื่นปีเช่นเจ้าคิดอ่านประการใด 

 

ข้าเอง... ก็ไม่อาจบอกได้เลย

 

สิ่งที่ข้าทำได้คือคว้าดวงจันทร์ที่ได้มากอดไว้ด้วยสองมือให้แนบแน่นและเนิ่นนานที่สุดเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

[end.]

 

 

Talk Zone : อย่าถามหาสาระจากฟิคนี้ค่ะ เมากาวค่ะ เมากาวหนักมากกกกกก ฮืออออออออ ชอบทั้งมิกะซังทั้งพี่สึรุเลย เป็นเสะยันที่ประทับจิตในใจ เรดาร์สั่นระริกตั้งแต่เห็นคาร์เลยค่ะ

 

 

ส่วนตัวคิดว่าพี่สึรุเหมาะกับสึบากิสีแดงค่ะ ส่วนมิกะซังเหมาะกับซากุระ เลยเขย่าๆ ผสมกันออกมามึนๆ งงๆ เช่นนี้แล ฮา