-KnB Fic- Until…now. -02- [AkaKuro]

posted on 01 Sep 2014 18:54 by yumi-lina in KnB, NovelFiction

 

Until…now.

Fandom : Kuroko no Basket

Rate : PG-15 > NC

Pairing:

Akashi Seijurou x Kuroko Tetsuya(C) , Himuro Tatsuya x Kagami Taiga(C)

Genre : AU, Drama , NTR(เล็กน้อย?)


Note :

เรื่องนี้เป็นกึ่งๆ แนว NTR มีการสลับคู่ และน้องครก. ร้ายอยู่พอสมควร

มีการพูดถึงความสัมพันธ์ทางกายในเชิงชู้สาวแนวคู่นอน ใครไม่ชอบแนวนี้ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

และที่สำคัญเป็นแนวฟิคสดที่มีการวางโคร่งไว้เพียงคร่าวๆ

คิดอะไรหรืออย่างแต่งอะไรจะเป็นตามใจฉันคนแต่งนะคะ ฮา

 

ไว้แจ้งข่าวค่ะ เผื่อ Exteen จะล่มอีก ฮา

PAGE :; Lina&Hitorijanai

 

 

 


Author by Lin_ChaCHa

Story by kyokikuma

 

 


 

 จิ้มเบาๆ น่ะก๊ะ XD>> :: 2.1 :: 

 

 

 

 

 

Night

:: 2.2 ::

 

 


 

 

ปัง!

                “ห๊ะ? เลิกกัน?!”

                อาโอมิเนะ ไดกิ

อดีตเอสของเทย์โควผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ทุบโต๊ะดังปังพาแก้วลอยแล้วตกลงมาน้ำกระเพื่อม

                คิเสะที่นั่งหัวโต๊ะเหงื่อตก… ขณะที่สาวร่างเล็กที่นั่งตรงข้ามพ่อเสือดำ เอ๊ย อาโอมิเนจจินั่งดูดวานิลลาเชคในมือหน้าตาเฉย

                “จริงๆ คุณพูดว่าเลิกกันไม่ถูกนะคะอาโอมิเนะคุง  ฉันกับอาคาชิคุงไม่เคยคบกันสักหน่อยค่ะ”

                ปลายนิ้วเขี่ยก้านหลอดเล่นระหว่างพูด ก่อนจะยกเครื่องดื่มรสหวานนุ่มขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง

                เรียวลิ้นสีอ่อนแลบเลียคราบขุ่นขาวอย่างเสียดายยามผละจากด้วยท่าทีกึ่งยั่วยวนกึ่งไร้เดียงราวเด็กน้อย ปฏิกิริยาเพียงเสี้ยวนาทีไม่อาจเล็ดลอดสายตานายแบบหนุ่มที่จับจ้องตลอดเวลาไปได้ ตาค้าง ทำท่าราวกับจะกุมจมูกเพราะความฟินเกินพิกัด

                อาโอมิเนะ ไดกิ อดหมั่นไส้ความหื่นอย่างออกนอกหน้าไม่ได้จนลุแก่โทสะ ตบกบาลคนที่นั่งหัวโต๊ะโดยแรงไปหนึ่งที

                “จ้องเท็ตสึจนน้ำลายจะหกแล้วโว้ย! คิเสะ!!”

                “โอ๊ย! นี่มันเจ็บนะ อาโอมิเนจจิ!!”

                นายแบบหนุ่มลูบหัวป้อยๆ พลางมองค้อนร่างสูงกว่าที่นั่งข้างขวามือ และด้วยความที่โต๊ะนี้เป็นวงกลม ยามเลื่อนสายตาจากอีกคนไปทางซ้ายเล็กน้อยก็ยังเป็ยใบหน้าเนียนของเด็กสาวเพียงหนึ่งเดียวในโต๊ะเช่นเดิม

 

คราวนี้ต่างไปจากเมื่อครู่นิดหน่อยที่สติเริ่มเข้าทีแล้ว สมองจึงแล่นประมวลผลได้ดีตามปกติ

                ถึงเขาจะไม่ค่อยฉลาด….

อย่างน้อยก็ช่างสังเกตกว่าอีกคน และยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่น ยิ่งสะดุดตาเขาได้ง่ายดายเป็นพิเศษ

                “เอ่อ… วันนี้คุโรโกจจิดูแต่งตัวไม่เหมือนที่เคยนะ”

                ชายหนุ่มผมทองเกริ่นถามด้วยน้ำเสียงคล้ายจะไม่ลังเลไม่แน่ใจ ดวงตาสีน้ำผึ้งทองสบตรงกับดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อนที่เงยขึ้นประสาน หญิงสาวมีท่าทีนิ่งเฉยเช่นที่เห็นเป้นประจำ

                แต่….

จริงๆ ด้วยแหละ

                วันนี้คนตรงหน้าแต่งตัวแปลกไปจากเดิม

                ปกติ…จะว่าไงดีล่ะ? คุโรโกจจิจะเป็นพวกไม่พิถีพิถันกับการแต่งตัวเท่าไหร่ ใส่เสื้อผ้าง่ายๆ สบายๆ ไม่ถึงกับแต่งตัวไม่เป็น แต่ไม่ได้ใส่ใจตกแต่งให้ตัวเองดูดีอะไรมากมายนัก กระโปรงหรือเดรสก็จะเป็นแบบธรรมดาที่ใช้ได้หลายโอกาส

                อย่างชุดที่ใส่วันที่นัดกินข้าวด้วยกันวันก่อนก็เป็นเสื้อเชิ้ตตัวยาวเรียบๆ สีขาวกับบูทครึ่งน่องแบบเดิมกับที่ใส่เมื่อก่อนหน้านั้น แค่เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีครีม

                แต่ก็นั่นแหละ.. คนน่ารักใส่อะไรก็น่ารัก คุโรโกจจิดูดีในสายตาเขาเสมออยู่แล้ว

                และที่สำคัญซ่อนรูปด้วยอีกตั้งหาก…

คนส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยรู้ว่าเห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ ‘ตรงนั้น’ คุโรโกจจิน่ะ… มีไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ!!

               

แต่วันนี้

ร่างเพรียวบางตรงหน้าสวมใส่เดรสผ้าชีฟองเนื้อละเอียด ดูนุ่มลื่น เป็นแบบแขนแขนสั้นสีตองอ่อนนวลตาขับผิวขาวค่อนข้างเผือดของคนตรงหน้าให้ดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น ช่วงเอวลงไปเป็นผ้าเนื้อดีลายดอกไม้สีแดงเข้มเน้นช่วงเอวให้ดูเข้ารูปเอวกิ่ว มีส่วนเว้าส่วนโค้ง รวมกับเส้นผมบ๊อบสั้นประบ่าน้อยๆ ของเจ้าตัวแล้วดูน่ารักน่าถนอมเหมือนตุ๊กตาเลยทีเดียว

                “คิดอะไรออกมาทางสีหน้าหมดแล้วค่ะ คิเสะคุง”

                เจ้าตัววางแก้ววานิลลาเชคในมือลง ขณะปรามด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายหรือเขินอายแม้สักนิด

                “นี่ของอาคาชิคุงน่ะค่ะ”

                คุโรโกะไม่ได้ขยายความมากไปกว่านั้น เพราะชื่อของคนที่ถูกอ้างอิงถึงทรงอิทธิพลพอที่จะยุติบทสนทนาลงได้ในทันที

                ริมฝีปากเล็มเลียปลายหลอดดูด ดวงตาสีฟ้าอ่อนเหม่อมองออกไปนอกร้าน บานกระจกใสทรงสูง ทำให้สามารถเห็นผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนอันพลุกพล่าน

หากภาพในหัวเธอกลับไม่มีใครสักคนสะท้อนในแววตาเลยแม้แต่น้อย

 

                วันนั้นเธอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

หรือกล่าวให้ถูกต้องตามความเป็นจริงคือ ‘สลบ’ ไปคาอกใครอีกคน

               

ตื่นมาอีกครั้งก็เป็นตอนเย็น พร้อมกับผนังเพดานในห้องที่ไม่คุ้นตา

กลิ่นเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ผ้าห่ม หรือหมอนที่หนุนนอนอยู่ถึงเมื่อครู่ก็ไม่คุ้นเคย

               

ร่างกายเมื่อยขบจนอยากเอนกายลงกับฟูกหนานุ่มให้สาแก่ใจ แต่ความสงสัยต่อสถานที่มีมากกว่า

                เมื่อก้าวลงจากเตียง ช่วงล่างก็ส่งความรวดร้าวเคลื่อนผ่านตั้งแต่สะโพกจรดไขสันหลังให้แล่นตรงสู่สมองอย่างเฉียบพลัน ขาที่วางบนพื้นพรมหนานุ่มจึงสั่นระริกโดยไม่อาจห้าม มือบางขย้ำกุมผ้าปูที่นอนตึงแน่นจนยับยู่

                ตอนนี้เพิ่งได้สังเกตตัวเองชัดเจน เธอยังคงอยู่ในชุดเดิมที่จำได้ หากแต่เป็นเสื้อที่ถูกซักรีดมาแล้วเรียบร้อย กลิ่นน้ำยาปรับนุ่มอ่อนๆ เจือจางแทบไม่รู้จัก เนื้อตัวสะอาดสะอ้านดี ไม่มีคราบคาวอะไรทั้งนั้น

                อาจจะน่าแปลกใจหรือกระทั่งน่าตื่นตระหนกสำหรับคนอื่น แต่คุโรโกะค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่าเป็นฝีมือของใครและความเชื่อมั่นนั่นยิ่งตอกย้ำชัดเจนมากขึ้นด้วยร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามา

                รอยยิ้มอ่อนโยนทาบทับบนใบหน้าคมดูอบอุ่นและนุ่มนวล หยาดน้ำเกาะพราวบนเส้นผมสีแดงจนเข้มจัด

                “สวัสดีตอนเย็น เท็ตสึยะ”

                “ตั้งแต่ฟ้าสว่างโร่… ยันค่ำ ไปตายอดตายอยากที่ไหนมาคะ?”

                หญิงสาวตอบกลับถ้อยคำทักทายด้วยประโยคประชดประชัน ทั้งสีหน้าเรียบเฉย โดยที่น้ำเสียงนิ่งสงบเย็นชาชัดเจน

                อาคาชิหัวเราะเบาๆ ในลำคอ พลางทรุดลงนั่งตรงหน้า

                “ผมไม่มีคนอื่นนอกจากเท็ตสึยะอยู่แล้ว”

                ศีรษะพิงซบหน้าขาเปล่าเปลือย ดวงตาต่างสีบัดนี้เป็นสีแดงสดทั้งสองข้าง  

ขณะที่เงยขึ้นสบดวงตากลมโตที่สั่นไหวจากคำพูดของเขา และถูกเกลื่อนให้เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ห้องทั้งห้องปกคลุมด้วยความเงียบ

มีเพียงเสียงของผ้าขนหนูที่เช็ดซับเส้นผมของชายหนุ่มที่หลับตาซบกับหน้าตักของใครอีกคนเท่านั้นเอง

  

เข็มนาฬิกาหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงของกลไกดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่งในห้อง

                อ้อมแขนของคนที่ดึงเธอลงมากอดไว้ยิ่งกระชับแน่นกว่าเดิม

                ไม่มีคำพูดใดเลยระหว่างเราทั้งสองคน นอกจากความเงียบและเสียงของลมหายใจที่ระรดกันอยู่

                แม้แต่เสียงของเข็มนาฬิกาหรือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะในอกก็อาจจะดังกว่าด้วยซ้ำ

                กอดราวกับกลัวจะหนีหาย

กอดราวกับว่าจะไม่มีวันปล่อยมือ

                กอดราวกับว่า….

…..จะเป็นครั้งสุดท้าย

  

“ผมน่ะ…”

“จะไม่ยอมให้เธออยู่ต่อในห้องที่มีผู้ชายคนอื่นเหยียบเข้าไปหรอกนะ”

                แขนเรียวยาวโอบรัดรอบเอวเข้าหาแผ่นอกกว้าง ใบหน้าของชายหนุ่มซบลงบนลาดไหล่ รู้สึกได้ถึงปอยผมสีแดงที่ยังชื้นอยู่เล็กน้อย

                คุโรโกะยังคงเงียบ… ริมฝีปากบางปิดสนิทไม่เอ่ยคัดค้านหรือตอบรับสักครึ่งคำ และคงเป็นไปอีกพักใหญ่

ถ้าไม่มีเสียงสั่นของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเธอดังครืดคราดจากการมี Voice Message เข้ามาซะก่อน

                เครื่องมืออิเล็กโทรนิคสั่นกลิ้งไปมาจนตกลงจากโต๊ะข้างเตียงลงเบื้องหน้าเจ้าของมันพอดิบพอดี ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปหวังสัมผัสมัน แต่ทว่า…

                “เรียวตะ… สินะ นัดกันไว้เหรอ?”

                เอ่ยถาม ทั้งที่คุโรโกะแน่ใจว่าอีกฝ่ายรู้ดีแก่ใจ ความเคลื่อนไหวของสิ่งรอบตัวเธออยู่ในสายตาอีกฝ่ายเสมอ

                หน้าจอโทรศัพท์ถูกเรียกเปิด และเมื่อกดรับฟังสิ่งที่ฝากไว้ น้ำเสียงสดใสร่าเริงของนายแบบหนุ่มก็ดังขึ้นทันที

               

‘คุโรโกจจิยยยยย์ วันนี้ที่นัดไปร้านขนมเปิดใหม่ที่ตรงหัวมุมถนนอะ ลืมยังงง ฉันกำลังจะไปแล้วน้าาาา‘

            ‘เอ๋? คุโรโกจจินัดอาโอมิเนจจิไว้ด้วยเหรอ? ง่ะ… ตอนนี้หน้าอาโอมิเนจจิน่ากลัวมากเลยง่า คุโรโกจจิรีบๆ มานะ!‘

            ‘ปิดเครื่องเหรอ? ไม่สบายเป็นอะไรหรือเปล่า? ผมเป็นห่วงนะ

            ‘มาถึงหน้าแมนชั่นแล้ว คุณป้าเจ้าของถามอะไรก็ตอบอ้ำๆ อึ้งๆ คุโรโกจจิหายไปไหนอ่าาาา‘

 

และอีกมากมายราวสิบกว่าข้อความถูกส่งมา ไม่นับมิสคอลทั้งจากของคิเสะคุงและอาโอมิเนะคุงที่เรียงกันไม่ต่ำกว่าสามสิบครั้ง

สองมือที่ประคองเครื่องมือสื่อสารอันน้อยไว้กำแน่น

“คิดจะทำอะไรของคุณกันแน่คะ? อาคาชิคุง”

                “ทั้งเรื่องดูตัว…. ทั้งเรื่องทั้งหมดนี่ ไม่ใช่ว่าเรา…. จบกันไปแล้วเหรอคะ?”

                ตลอดมา….

เธอ ‘คุโรโกะ เท็ตสึยะ’ คิดถึงจุดจบของความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนนี้ไว้มากมาย แต่ไม่มีรูปแบบใดในความคิดเลยที่จะตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้

                “จบ? ผมจำไม่ได้เลยนะว่าเราเคยเลิกกัน”

                อาคาชิหมุนร่างของหญิงสาวให้หันมาเผชิญหน้ากัน ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้แสงสว่าง เขามองไม่เห็นเลยว่าแววตาของหญิงสาวสะท้อนสิ่งใดอยู่

                “นั่นสิค่ะ ใช่ค่ะ ถูกต้องตามที่คุณพูด ‘เราไม่เคยเลิกกัน’ เพราะเราไม่เคยคบกันมาตั้งแต่แรก จริงมั้ยคะ?”

กระทั่งน้ำเสียงยามพูดถึงคำว่า ‘เลิก’ ก็ไม่มีร่องรอยความอ่อนไหวอีกต่อไป

                “แต่ฉันขอพูดไว้อย่างหนึ่งนะคะ คางามิซังเป็นคนดี เป็นเพื่อนคนสำคัญของฉัน”

               

“ถ้าคุณทำให้เธอเจ็บ…. ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคุณค่ะ”

 

Next to Night -02- .

  

อาคาชิรู้มาตลอด….

ว่าคนที่ดูภายนอกแสนเปราะบางคนนี้ของเขา

แท้จริงแล้วเข้มแข็งมากขนาดไหน

 

มาก… กว่าคนอย่างเขาเสียด้วยซ้ำ

               

หากคำเตือนนั่นที่เท็ตสึยะบอกมันเป็นไปไม่ได้

กระดานหมากที่เขาวางไว้เพิ่งจะเริ่มต้น และ หมากตัวสำคัญ

ก็คือ ผู้หญิงคนนั้น…‘คางามิ ไทกะ’
 

Next to Night -03- .

 

 

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (49.48.48.133|49.48.48.133) on 2015-04-21 13:13